วันพฤหัสบดีที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2553

จา พนม มาตามหาช้างที่โรงแรมเชียงใหม่ เกต




โรงแรมเชียงใหม่ เกต ยินดีต้อนรับ คุณ จาพนม พระเอกดังจากหนังหลายๆเรื่องที่ดังไกลถึงต่างประเทศ

วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ที่พัก+โรงแรม+เชียงใหม่+เกต เพียง 699 บาท เฉพาะงานเที่ยวทั่วไทยไปทั่วโลก Boot G185 ( 25-28 Feb 2010 )

ที่พัก+โรงแรม+เชียงใหม่+เกต เพียง 699 บาท เฉพาะงานเที่ยวทั่วไทยไปทั่วโลก Boot G185 ( 25-28 Feb 2010 )

โปรโมชั่น++ ที่พัก++ เชียงใหม่ เพียง 699 บาท ใจกลางเมือง ใกล้ถนคนเดินวันเสาร์ <<โรงแรมเชียงใหม่ เกต >> โรงแรมเชียงใหม่ เกต ใจกลางเมือง ใกล้ถนนคนเดิน วันเสาร์ เสนอโปรโมชั่นราคาพิเศษ เฉพาะจองในงานไทยเที่ยวไทย เท่านั้น !! Boot G 185 งานเที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก 2010(Thai International Travel Fair 2010) ระหว่างวันที่ 25 - 28 กุมภาพันธ์ 2553 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ห้องพักราคาพิเศษ ++++STANDARD ROOM @ 699 .- THB SUPERIOR ROOM @ 888 .- THB DELUXE ROOM @ 999 .- THB เบอร์โทรติดต่อในงาน 089-8538383ติอต่อโรงแรม 053-203895-6

ทัวร์ช้างซาฟารี 5500 บาท 3 วัน 2 คืน+โรงแรมเชียงใหม่ เกต ใกล้ถนนคนเดินวันเสาร์ (อำเภอเมือง, เชียงใหม่)
ทัวร์ช้างซาฟารี 5500 บาท 3 วัน 2 คืน ( ทัวร์เต็มวัน 08.000-17.00 )
- ชมการแสดงช้าง
- ขี่ช้าง 1 ชั่วโมง นั่งเกวียน 20 นาที
- อาหารกลางวัน 2 ท่าน
- ล่องแพไม่ไผ่

Package Tour 3วัน 2 คืน เชียงใหม่ เพียง 4500.- บาท ( 2 ท่าน )
งานเที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก 2010(Thai International Travel Fair 2010)
ระหว่างวันที่ 25 - 28 กุมภาพันธ์ 2553 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์


ทัวร์ดอยสุเทพ 4500.- บาท ( Join Tour ) ( ครึ่งวัน มี 2 เวลา 08.00-12.00 และ 13.00-17.00 )
3 วัน 2 คืน ( 2 ท่าน)
-นมัสการวัดพระธาตุดอยสุเทพ
- แวะชมวิถีชีวิตของชาวเขาที่ หมู่บ้านแม้วดอยปุย
- เลือกซื้อสินค้าพื้นเมืองชาวเขาที่ หมู่บ้านแม้วดอยปุย
- ฟรีรับ-ส่งสนามบิน
- ห้องพัก Deluxe room พร้อมอาหารเช้า 2 ท่าน จำนวน 2 คืน
- ขันโตก ดินเนอร์ 2 ท่าน ( ศูนย์วัฒนธรรมเชียงใหม่)
- นวดแผนไทย 2 ท่าน ( ท่านละ 1 ชั่วโมง ที่โรงแรมเชียงใหม่ เกต )





ทัวร์ดอยอินทนนท์ 5500 บาท ( ทัวร์เต็มวัน 08.000-17.00 )
- นมัสการวัดพระธาตุจอมทอง
- สัมผัสจุดสูงสุดของประเทศไทย บนยอดดอยอินทนนท์
- ชมความงามของสองสถูปเจดีย์ พระนภเมทนีดล-นภพลภูมิสิริ
- ชมน้ำตกวชิรธาร
- อาหารกลางวัน 2 ท่าน
- เลือกซื้อสินค้าของชาวเขาบ้านแม้วขุนกลาง
- เยี่ยมชมโครงการหลวง




พิเศษ !!
ตั๋วเข้า สวนสัตว์+ Aquarium
ผู้ใหญ่ เพียง 250 บาท จาก 290 บาท
เด็ก ไม่เกิน 130 ซ.ม. เพียง 165 บาท จาก 190 บาท ( ตั๋วมีจำหน่ายที่โรงแรมเชียงใหม่ เกต
ค่ารถเหมาไปส่ง สวนสัตว์ เที่ยว ละ 150 บาท (
ค่ารถเหมาไปส่ง ไนท์ซาฟารี 200 บาท ต่อเที่ยว

เงื่อนไข
1. สามารถใช้สิทธิ์ได้ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2554
2. กรุณาสำรองและยืนยันห้องพัก และ แพ๊คเกจ ทัวร์ล่วงหน้า 7 วัน
3. ทุกแพ๊คเกจ ทัวร์ ต้องเดินทางร่วมกับนักท่องเที่ยวท่านอื่น
4. จองสิทธิ์ห้องพักขั้นต่ำ 500 บาท เพิ่มจำนวนห้องได้ จำนวน คืนได้ ( 1 ใบจอง สิทธิ์ ใช้ได้ 1 ครั้ง )
5. จอง Package ขั้นต่ำ 1000 บาท จองเพิ่มจำนวน Package ได้ ( 1 ใบจองสิทธิ์ ใช้ได้ 1 ครั้ง )
6. ราคาช่วงวันหยุดยาวและเทศกาล เพิ่มห้องละ 400 บาท ( 12 -15 เมษายน 2553, 4-6 ธันวาคม 2553 , 10-12 ธันวาคม 2553 และ 31 ธันวาคม 2553 ต้องชำระเงินทั้งหมด และต้องจอง 2 คืนขึ้นไป และระบุวันที่เข้าพักที่แน่นอน
7. Package Tour สำหรับ 2 ท่าน ท่าน ที่ 3 เพิ่มเตียง คิดครึ่งราคา ของโปรแกรม
8. เด็กสูงกว่า 120 ซ.ม ถือเป็น Package ผู้ใหญ่
ทางโรงแรมของสงวนสิทธิ์ในการคืนเงินจองห้องพักทุกกรณี

วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553

ข่าวประชาสัมพันธ์การจัดงานในเดือนกุมภาพันธ์ที่จังหวัดเชียงใหม่




เรียนสื่อมวลชน และผู้ประกอบการทุกท่านการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)


สำนักงานเชียงใหม่ขอนำเรียนข่าวประชาสัมพันธ์การจัดกิจกรรม เทศกาล งานประเพณีซึ่งกำหนดจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดเดือนกุมภาพันธ์ที่จังหวัดเชียงใหม่ ดังนี้


1. มหกรรมไม้ดอกไม้ประดับ ระหว่างวันที่ 5-7 ก.พ. 2553 สวนสาธารณะหนองบวกหาด


2. มหัศจรรย์ล้านนา เมืองกระดาษสาบ้านต้นเปา ณ หมู่บ้านต้นเปา ตำบลต้นเปาอำเภอสันกำแพง ระหว่างวันที่ 5-7 ก.พ. 2553


3. มหกรรมไม้แกะสลักบ้านถวาย ณ หมู่บ้านถวาย ตำบลขุนคง อำเภอหางดง ระหว่างวันที่5-7 ก.พ. 2553


4. งานผ้าซิ่นตีนจกแม่แจ่ม ณ บริเวณที่ว่าการอำเภอแม่แจ่ม ระหว่างวันที่ 5-7 ก.พ.2553


5. งานสตรอเบอร์รี่ของดีอำเภอสะเมิง ณ อำเภอสะเมิง ระหว่างวันที่ 12-14 ก.พ. 2553


6. ตรุษจีนเชียงใหม่ไชน่าทาวน์ ณ ตรอกเล่าโจ๊ว ตลาดวโรรส ระหว่างวันที่ 14-15 ก.พ.2553รายละเอียดดังสิ่งที่ส่งมาด้วยจึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา




ติดต่อสำรองห้องพักได่ที่

โรงแรมเชียงใหม่ เกต






















ประชาสัมพันธ์การจัดงานข้างต้นตามแต่จะเห็นสมควรขอแสดงความนับถือนายเฉลิมศักดิ์ สุรนันท์ผู้อำนวยการสำนักงาน ททท. สำนักงานเชียงใหม่Tourism Authority of Thailand, Chiang Mai Office (TAT Chiang Mai)105 / 1 Chiang Mai - Lamphun Rd., Muang, Chiang Mai 50000 ThailandTel: +66 (0) 5324 8604, +66 (0) 5324 8607,Fax: +66 (0) 5324 8605E-mail address: tatchmai@tat.or.thWebsite: http://www.tourismthailand.org/chiangmai-- Best regards,CHIANG MAI TOURISM BUSINESS ASSOCIATION191/42-43 Changklan RoadT. Changklan , A.Muang, Chiang Mai 50100 ThailandTel. 0 53 820 333 053 820 826Fax. 0 53 820 827E-mail : info@chiangmaitourism.orghttp://www.chiangmaitourism.org/http://www.AmazingLannajao.com/

ข่าวประชาสัมพันธ์การจัดงานสะโตกช้าง และงานแต่งงานบนหลังช้าง











เรียนสื่อมวลชน และผู้ประกอบการที่เคารพทุกท่าน



การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงใหม่ขอนำเรียนข่าวประชาสัมพันธ์การจัดกิจกรรมในพื้นที่จังหวัดลำปาง ณศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย (สถาบันคชบาลแห่งชาติในพระอุปถัมภ์ฯ องค์การอุตสหกรรมป่าไม้)ดังนี้1. "สะโตกช้างลำปาง ครั้งที่ 14" (กิจกรรมการกุศลเพื่อจัดเลี้ยงอาหารแก่ช้างไทย)ระหว่างวันที่ 29-31 มกราคม 2553 ณ ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย จังหวัดลำปาง2. "งานแต่งงานบนหลังช้าง" ในแบบล้านนา วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2553 ณศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย จังหวัดลำปางรายละเอียดดังสิ่งที่ส่งมาด้วยจึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาประชาสัมพันธ์การจัดงานข้างต้นตามแต่จะเห็นสมควรขอแสดงความนับถือนายเฉลิมศักดิ์ สุรนันท์ผู้อำนวยการสำนักงาน ททท. สำนักงานเชียงใหม่




สำรองห้องพัก ที่โรงแรมเชียงใหม่ เกต ในราคาพิเศษ ได้ที่นี่ค่ะ





































Tourism Authority of Thailand, Chiang Mai Office (TAT Chiang Mai)105 / 1 Chiang Mai - Lamphun Rd., Muang, Chiang Mai 50000 ThailandTel: +66 (0) 5324 8604, +66 (0) 5324 8607,Fax: +66 (0) 5324 8605E-mail address: tatchmai@tat.or.thWebsite: http://www.tourismthailand.org/chiangmai-- Best regards,CHIANG MAI TOURISM BUSINESS ASSOCIATION191/42-43 Changklan RoadT. Changklan , A.Muang, Chiang Mai 50100 ThailandTel. 0 53 820 333 053 820 826Fax. 0 53 820 827E-mail : info@chiangmaitourism.orghttp://www.chiangmaitourism.org/
http://www.AmazingLannajao.com/

วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

โรงแรมจังหวัดเชียงใหม่+ใจกลางเมือง++นวดสปา++ โรงแรมเชีรยงใหม่ เกต


โรงแรมเชียงใหม่ เกต นอกจากจะมีห้องพักบริการแล้ว เรายังมี นวดแผนไทย บริการสำหรับนักท่องเที่ยวทุกท่าน ที่ต้องการผ่อนคลายจากความเมื่อยล้า หรือเพื่อสุขภาพที่ดีของท่าน ราคาเริ่มต้น เพียง 250 บาทต่อท่าน เท่านั้นค่ะ

โรงแรมจังหวัดเชียงใหม่+ใจกลางเมือง++แนะนำห้องพัก ภายในโรงแรมเชียงใหม่ เกต "Deluxe room "



ห้องพัก deluxe room คลิ๊กที่นี่เพื่อสำรองห้องพัก
ห้องดีลักส์ ตกแต่งสไตล์ล้านนา ห้องน้ำไม่มีอ่างอาบน้ำนะคะ มีระเบียง ขนาดห้องไม่กว้างเท่าไหร่นะคะ จะคล้ายกับก้องสุพีเรียค่ะ ต่างกันตรงที่ ห้องนี้ มีระบียง แต่ห้องสุพเรีย ไม่มีระเบียงค่ะ
ราคาขายอยู่ที่ 1750 บาท ต่อคืนค่ะ

โรงแรมจังหวัดเชียงใหม่+ใจกลางเมือง++แนะนำห้องพัก ภายในโรงแรมเชียงใหม่ เกต "Standard room "


ราคาอยู่ที่คืนละ 1000 บาท รวมอาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน
เตียงเสริม คิดเพิ่มเตียงละ 400 บาท รวมอาหารเช้า ห้องมีระเบียง และมีอ่างอาบน้ำ ขนาดห้องกว้างขวาง


แนะนำห้องพัก ภายในโรงแรมเชียงใหม่ เกต "Superior Room


มี 2 แบบให้เลือกคือ ศรีสุพรรณ ซึ่งจะได้รับแรงบันดาลใจจากวัดศรีสุพรรณ นำมาใช้ในการตกแต่งห้องให้สวยงาม และดูมีกลิ่นอายของความเป็นล้านนา
แบบที่ 2 คือ ธาตุคำ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากวัดธาตุคำ มาใช้ในการประดับตกแต่งห้อง ให้ดูสวยงามอีกเช่นกันค่ะ
ห้องนี้จะแตกต่างจาก ห้อง Standard กับห้อง Deluxe ตรงที่ ห้องนี้ จะตกแต่งให้สวยงามสไตล์ล้านนา และจะไม่มีอ่างอาบน้ำภายในห้อง และไม่มีระเบียง มีขนาดกว้าง 22 ตารางเมตรค่ะ รวมห้องน้ำ เหมาะสำหรับนอน 2 ท่าน เพราะห้องจะเล็กๆๆ น่ารัก ไม่กว้างขวางมากเท่าไหร่ค่ะ
ราคาขายอยู่ที่ ห้องละ 1350 บาท รวมอาหารเช้าสำหรับ 2 ท่านค่ะ

วันพุธที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2552

โรงแรมเชียงใหม่เกต ขอเสนอ งานประเพณียี่เป็งเชียงใหม่










http://www.chiangmaigatehotel.com/

โรงแรมเชียงใหม่เกต
ขอเสนอ งานประเพณียี่เป็งเชียงใหม่ 31 - 3 พ.ย 2552

Chiang Mai Yi Peng Festival 2009
Oct 31, 2009 - Nov 3, 2009Tha Phae Gate, banks of Ping River, Chiang Mai Municipal Office Changwat Chiang Mai
HIghlights :An amazing procession of hanging lanterns, Krathong design contest, Miss Yi Peng beauty contest, light and sound presentation in Ping River, the ancient Thai Lanna Krathong activities, local cultural performances, and local handicrafts market in Lanna style.
For more information, Please contactChinag Mai Municipality Tel. 66 (0) 5325 5478, 66(0) 5323 3178TAT Chiang Mai Tel. 66 (0) 5324 8604, 66 (0) 5324 8607Website : http://www.loikrathong.net/ http://www.tourismthailand.org/ http://www.tatchiangmai.org/
Source: Tourism Authority of ThailandLast Update : 2009-10-09 17:13:50Remark : Schedule is subject to change due to appropriate timing, please check with TAT directly again http://thai.tourismthailand.org/
งานประเพณียี่เป็งเชียงใหม่
31 ต.ค. 2552 - 3 พ.ย. 2552ณ ช่วงประตูท่าแพ, หน้าสำนักงานเทศบาล จังหวัดเชียงใหม่
“สืบฮีต สานฮอย ต๋ามโคมผ่อกอย ยี่เป็งล้านนา”
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงใหม่ ร่วมกับ เทศบาลนครเชียงใหม่ กำหนดจัดงาน “ประเพณีเดือนยี่เป็งเชียงใหม่” “สืบฮีต สานฮอย ต๋ามโคมผ่อกอย ยี่เป็งล้านนา” หรือ Chiang Mai “Yee Peng” (Loy Krathong Festival) ขึ้น ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม - 3 พฤศจิกายน 2552 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ และเสริมสร้างภาพลักษณ์ของเชียงใหม่ให้เป็นเมืองแห่งศิลปวัฒนธรรม ทำให้เกิดพัฒนาการทางด้านความผสมผสานระหว่างดนตรีล้านนากับดนตรีสากล อีกทั้งยังเป็นเวทีที่เปิดโอกาสกับเยาวชนในเขตจังหวัดภาคเหนือได้แสดงความสามารถในด้านดนตรี และศิลปวัฒนธรรมภายในงานอีกด้วย
กำหนดการ เวลา กิจกรรม สถานที่
31 ตุลาคม 2552 17.00 – 23.00 น. การแสดงสินค้าหัตถกรรมเครื่องเงิน เครื่องเขิน ถนนวัวลาย
18.00 – 24.00 น. การประกวดร้องเพลงไทยเพลงลูกทุ่ง และการแสดงศิลปะพื้นบ้าน หน้าสำนักงานเทศบาล
1 พฤศจิกายน 2552 17.00 – 23.00 น. การแสดงสินค้าหัตถกรรมพื้นบ้านล้านนา ถนนคนเดิน ถนนราชดำเนิน
18.00 – 19.00 น. พิธีเปิดงาน “ประเพณีเดือนยี่เป็ง ประจำปี 2552” ข่วงประตูท่าแพ
18.00 – 22.00 น. ขบวนแห่โคมยี่เป็ง ครั้งที่ 18 ย่านไนท์บาซาร์ ข่วงประตูท่าแพ – ห้างพันธุ์ทิพย์พลาซ่าร์
18.00 – 24.00 น. การประกวดหนูน้อยยี่เป็ง หน้าสำนักงานเทศบาล
1-2 พฤศจิกายน 2552 18.00 – 24.00 น. การประกวดเทพียี่เป็งเชียงใหม่ ข่วงประตูท่าแพ
1-3 พฤศจิกายน 2552 ตลอดทั้งวัน การจัดซุ้มประตูป่า วัดในเมืองเชียงใหม่
09.00 – 21.00 น. นิทรรศการ “สืบสานตำนานโคมยี่เป็งล้านนา” วัดอินทขิล
09.00 – 22.00 น. วัฒนธรรมชนเผ่า 6 เผ่า, ชมเขาวงกต,เทศน์มหาชาติ วัดเจ็ดสิน
ประเพณีตั้งธรรมหลวง, ตามขันข้าว, แข่งขันโคมไฟลอดบ่วง วัดโลกโมฬี
10.00 – 23.00 น. สืบฮีต สานฮอย ฮอมปอย ไหว้สาพระสิริมังคลายี่เป็ง พุทธสถานเชียงใหม่
18.00 – 24.00 น. การจัดลานโคมยี่เป็งล้านนาเทิดพระเกียรติฯ ข่วงประตูท่าแพ
18.00 – 22.00 น. “ประทีปเบิกฟ้า ยี่เป็งล้านนาเชียงใหม่" ประตูช้างเผือก – ประตูเชียงใหม่
18.00 – 24.00 น. การประกวดกระทงลอยน้ำ และกระทง VIP ลำน้ำปิงหน้าเทศบาล – สะพานนวรัฐ
20.00 – 22.00 น. การแสดงแสง สี เสียง กลางลำน้ำปิง หน้าสำนักงานเทศบาล
2 พฤศจิกายน 2552 08.00 – 10.30 น. พิธีบวงสรวงศาลพระภูมิ, เจดีย์ขาว,ขอขมาแม่น้ำปิง หน้าเทศบาล, ท่าน้ำศรีโขง
09.00 – 12.00 น. การประกวดโคมลอย และโคมลอยยักษ์ หน้าสำนักงานเทศบาล
09.00 – 17.00 น. การประกวดกระทงฝีมือใบตอง ดอกไม้สด หน้าสำนักงานเทศบาล
09.00 – 17.00 น. การแข่งขันกีฬาทางน้ำ ถ่อแพ, ดำน้ำ, พายกาละมัง ลำน้ำปิงหน้าสำนักงานเทศบาล
18.00 – 23.00 น. การประกวดขบวนแห่กระทงเล็ก ข่วงประตูท่าแพ – หน้าเทศบาล
2-3 พฤศจิกายน 2552 19.00 – 24.00 น. การจุดพลุ ถวายเป็นพุทธบูชา แพกลางน้ำหน้าเทศบาล
19.00 – 24.00 น. การปล่อยกระทงสายสืบสานล้านนา ลำน้ำปิงหน้าสำนักงานเทศบาล
3 พฤศจิกายน 2552 18.00 – 24.00 น. การประกวดขบวนแห่กระทงใหญ่ ชิงถ้วยพระราชทานฯ ข่วงประตูท่าแพ – หน้าสำนักงานเทศบาล
18.00 – 23.00 น. “อนุรักษ์วัฒนธรรมสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ประเพณ๊ยี่เป็ง”
สอบถามรายละเอียดเทศบาลนครเชียงใหม่ โทร. 0 5325 5478, 0 5323 3178การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงใหม่ โทร. 0 5324 8604, 0 5324 8607Website : http://www.loikrathong.net/
ที่มา: การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
แก้ไขล่าสุด : 2009-10-09 17:13:50หมายเหตุ : เนื่องจากกำหนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม กรุณาตรวจสอบข้อมูลจาก ททท. โดยตรงที่ http://thai.tourismthailand.org/

ประวัติความเป็นมาประเพณีลอยกระทง

ลอยกระทง (Loy Krathong Day) เป็นประเพณีของไทยที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาแต่โบราณ งานลอยกระทงเริ่มทำตั้งแต่ กลางเดือน 11 ถึงกลางเดือน 12 ซึ่งเป็นฤดูน้ำหลาก น้ำจะเต็มสองฝั่งแม่น้ำ ที่นิยมมากคือ ช่วงวันเพ็ญเดือน 12 เพราะพระจันทร์เต็มดวง ทำให้แม่น้ำใสสะอาด แสงจันทร์ส่องเวลากลางคืน เป็นบรรยากาศที่สวยงาม เหมาะแก่การลอยกระทง เดิมพิธีลอยกระทงเรียกว่า พระราชพิธีจองเปรียงชักโคม ลอยโคม ซึ่งเป็นพิธีของพราหมณ์ เพื่อบูชาพระเป็นเจ้าทั้งสาม คือ พระอิศวร พระนารายณ์ และพระพรหม ครั้นคนไทยรับนับถือพระพุทธศาสนา ก็ทำพิธียกโคมเพื่อบูชาพระบรมสารีริกธาตุ พระจุฬามณี ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ลอยโคมบูชาพระพุทธบาท ณ หาดทรายแม่น้ำนัมมทานที ประเทศอินเดีย การลอยกระทง ตามสายน้ำนี้ นางนพมาศ สนมเอกของพระร่วงเจ้ากรุงสุโขทัย คิดทำกระทงรูปดอกบัว และรูปต่างๆถวาย พระร่วงทรงให้ลอยกระทงตามสายน้ำไหล ในหนังสือ ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ พระร่วงตรัสว่า "แต่นี่สืบไปเบื้องหน้า โดยลำดับกษัตริย์ในสยามประเทศ ถึงกาลกำหนดนักขัตฤกษ์วันเพ็ญเดือน 12 ให้ทำโคมลอย เป็นรูปดอกบัวอุทิศสักการบูชาพระพุทธบาทนัมฆทานที ตราบเท่ากัลปาวสาน" ครั้นถึงสมัยรัตนโกสินทร์ มีการทำกระทงขนาดใหญ่และสวยงาม ดังพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ของเจ้าพระยาทิพาราชวงศ์ กล่าวไว้ว่า "ครั้นมาถึงเดือน 12 ขึ้น 14 ค่ำ 15 ค่ำ แรมค่ำหนึ่งพิธีจองเปรียงนั้น เดิมได้โปรดให้ขอแรง พระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายหน้า ฝ่ายใน และข้าราชการที่มีกำลังพาหนะมาทำกระทงใหญ่ ผู้ถูกเกณฑ์ต่อเป็นถังบ้าง ทำเป็นแพหยวกบ้าง กว้าง 8 ศอกบ้าง 9 ศอกบ้าง กระทงสูงตลอดยอด 10 ศอก 11 ศอก ทำประกวดประขันกันต่างๆ ทำอย่างเขาพระสุเมรุทวีปทั้ง 4 บ้าง และทำเป็นกระจาดชั้นๆบ้าง วิจิตรไปด้วยเครื่องสด คนทำก็นับร้อย คิดในการลงทุนทำกระทงทั้งค่าเลี้ยงคนและพระช่าง เบ็ดเสร็จก็ถึง 20 ชั่งบ้าง ย่อมกว่า 20 ชั่งบ้าง"
ปัจจุบันประเพณีลอยกระทง มีการจัดงานกันแทบทุกจังหวัด ถือเป็นงานประจำปีที่สำคัญ โดยเฉพาะ ที่จังหวัดเชียงใหม่ มีการจัดขบวนแห่กระทงใหญ่ กระทงเล็ก มีการประกวดกระทง และประกวดธิดางามประจำกระทงด้วย ส่วนการลอยโคม ชาวบ้านทางภาคเหนือและภาคอีสานยังนิยมทำกัน ชาวบ้านจะนำกระดาษ มาทำเป็นโคมขนาดใหญ่สีต่างๆ ถ้าลอยตอนกลางวัน จะทำให้โคมลอยโดยใช้ควันไฟ ถ้าเป็นเวลากลางคืน ก็จะใช้คบจุด ที่ปากโคม ให้ควันพุ่งเข้าในโคม ทำให้ลอยไปตามกระแสลมหนาว เวลากลางคืนแลเห็นแสงไฟโคม บนท้องฟ้า พร้อมกับแสงจันทร์และดวงดาวสวยงามมากทีเดียว
เรื่องน่ารู้ใน วันลอยกระทง
คติที่มาเกี่ยวกับวันลอยกระทง คติที่มาเกี่ยวกับวันลอยกระทงมีอยู่หลายตำนาน ดังนี้ 1. การลอยกระทง เพื่อขอขมาแก่พระแม่คงคา 2. การลอยกระทง เพื่อบูชาพระผู้เป็นเจ้าตามคติพราหมณ์ คือบูชาพระนารายณ์ซึ่งบรรทมสินธุ์อยู่ในมหาสมุทร 3. การลอยกระทง เพื่อต้อนรับพระพุทธเจ้า ในวันเสด็จกลับจากเทวโลก เมื่อครั้งเสด็จไปจำพรรษาอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อทรงเทศนาอภิธรรมโปรดพระพุทธมารดา 4. การลอยกระทง เพื่อบูชาพระพุทธบาท ของพระพุทธเจ้า ที่หาดทรายริมแม่น้ำนัมมทานที เมื่อคราวเสด็จไปแสดงธรรมโปรดในนาคพิภพ 5. การลอยกระทง เพื่อบูชาพระจุฬามณีบนสวรรค์ ซึ่งเป็นที่บรรจุพระเกศาของพระพุทธเจ้า 6. การลอยกระทง เพื่อบูชาท้าวพกาพรหม บนสวรรค์ชั้นพรหมโลก 7. การลอยกระทง เพื่อบูชาพระอุปคุตตะเถระ ซึ่งบำเพ็ญเพียรบริกรรมคาถาอยู่ในท้องทะเลลึกหรือสะดือทะเล ประวัติการลอยกระทงในเมืองไทย การลอยกระทงในเมืองไทย มีมาตั้งแต่ครั้งสุโขทัย เรียกว่า การลอยพระประทีป หรือลอยโคม เป็นงานนักขัตฤกษ์รื่นเริงของประชาชนทั่วไป ต่อมานางนพมาศหรือท้าวศรีจุฬาลักษณ์สนมเอกของพระร่วง ได้คิดประดิษฐ์ดัดแปลงเป็นรูปกระทงดอกบัวแทนการลอยโคม การลอยกระทงหรือลอยโคมในสมัยนางนพมาศ กระทำเพื่อเป็นการสักการะรอยพระพุทธบาทที่แม่น้ำนัมมทานที ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหนึ่งอยู่ในแคว้นทักขิณาบถของประเทศอินเดีย ปัจจุบันเรียกว่า แม่น้ำเนรพุททาการลอยกระทงในปัจจุบัน การลอยกระทงในปัจจุบัน ยังคงรักษารูปแบบเดิมเอาไว้ได้ตามสมควร เมื่อถึงวันเพ็ญพระจันทร์เต็มดวงในเดือน 12 ชาวบ้านจะจัดเตรียมทำกระทงจากวัสดุที่หาง่ายตามธรรมชาติ เช่น หยวกกล้วยและดอกบัว นำมาประดิษฐ์เป็นกระทงสวยงาม ปักธูปเทียนและดอกไม้เครื่องสักการบูชา ก่อนทำการลอยในแม่น้ำก็จะอธิษฐานในสิ่งที่มุ่งหวัง พร้อมขอขมาต่อพระแม่คงคาตามคุ้มวัดหรือสถานที่จัดงานหลายแห่ง มีการประกวดกระทง ประกวดนางนพมาศ และมีมหรสพสมโภชในตอนกลางคืน นอกจากนั้นยังมีการจุดดอกไม้ไฟ พลุ ตะไล ซึ่งในการเล่นต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ วัสดุที่นำมาใช้กระทง ควรเป็นของที่สามารถย่อยสลายได้ง่ายตามธรรมชาติ
เหตุผลของการลอยกระทง สรุปเหตุผลของการลอยกระทงในประเทศไทยดังนี้ 1. เพื่อขอขมาแม่คงคา เพราะได้อาศัยนำท่านกินและใช้ และอีกประการหนึ่งมนุษย์มักจะทิ้งและถ่ายสิ่งปฏิกูลลงไปในนำด้วย 2. เพื่อสักการะรอยพระพุทธบาทนัมมทานที ซึ่งประพุทธเจ้าทรงประทับรอยพระบาทประดิาฐานไว้บนหาดทรายที่แม่น้ำนัมมทานที ในประเทศอินเดีย 3. เพื่อลอยทุกข์โศกโรคภัย และสิ่งไม่ดี คล้ายกับพิธีลอยบาปของพราหมณ์ 4. เพื่อบูชาพระอุปคุต ชาวไทยภาคเหนือให้ความเคารพแกพระอุปคุตอย่างสูง ซึ่งตามตำนานเล่าว่าเป็นพระมหาเถระรูปหนึ่งที่มีอิทธิฤทธิ์มากสามารถปราบพญามารได้ การลอยกระทงไม่มีพิธีรีตอง เพียงแต่ขอให้มีกระทงจะทำด้วยอะไรก็ได้ เช่น ใบตอง การกล้วย กาบพลับพลึง เปลือกมะพร้าว กระดาษ จุดธูปเทียนปักที่กระทงแล้วอธิษฐานตามที่ตนปรารถนา เสร็จแล้วจึงลอยไปที่แม่นำลำคลอง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดเทศกาล "สีสันแห่งสายน้ำ มหกรรมลอยกระทง" เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวทางน้ำตลอดทั้งเดือนพฤศจิกายน นอกจากจะมีกิจกรรมเด่น ในหลายพื้นที่ เช่น งานลอยกระทงกรุงเทพมหานคร, ประเพณีลอยกระทงเผาเทียนเล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย, ประเพณียี่เป็ง จังหวัดเชียงใหม่, ประเพณีลอยกระทงสายไหลประทีปพันดวงฯ จังหวัดตาก และประเพณี ลอยกระทงตามประทีป จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นอกจากนี้แล้วยังเป็นการส่งเสริมประชาสัมพันธ์งานประเพณีลอยกระทงให้เป็นสินค้าทางการท่องเที่ยวในระดับนานาชาติ (World Events) เพื่อสร้างแรงจูงใจในการเดินทางของนักท่องเที่ยวตลอดเดือนต่อไป วัตถุประสงค์ ๑. เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์และส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และฟื้นฟู ประเพณี อันดีงามของไทย(โดยเฉพาะประเพณีลอยกระทงของแต่ละท้องถิ่น) ไว้สืบทอดต่อไป ๒. เพื่อส่งเสริมให้งานประเพณีลอยกระทง เป็นสินค้าทางการท่องเที่ยว โดยสามารถนำเสนอในรายการนำเที่ยวเป็นประจำทุกปี ในอนาคตอย่างยั่งยืน ๓. เพื่อเพิ่มศักยภาพการท่องเที่ยวและรายได้ พร้อมทั้งขยายวันพักของนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ๔. เพื่อกระตุ้นให้เกิดกระแสการเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวไทย และชาวต่างประเทศในช่วงเทศกาลประเพณีลอยกระทง และการท่องเที่ยวทางน้ำตลอดเดือนพฤศจิกายน

วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2552

โรงแรมเชียงใหม่ เกต++ที่พักเชียงใหม่++โปรโมชั่นพิเศษ พัก 4 คืน จ่ายเพียง 3 คืน 4050 บาท กับห้องพักสุดหรู ตกแต่งสไตล์บูติค**โปรโมชี่นที่พักเชียงใหม่**



โรงแรมเชียงใหม่ เกต โรงแรมระดับ 3 ดาว ตั้งอยู่ใกล้ถนนคนเดนวันเสาร์ ถนนวัวลาย ใจกลางเมือง จังหวัดเชียงใหม่ การเดินทางไป-มา สะดวก มีรถผ่านตลอดเวลา แต่ไม่พลุกพล่าน มีบริการรับ-ส่งสนามบินในอัตรา ราคาท่านละ 70 บาท ต่อท่านต่อเที่ยว และบริการไปส่งฟรี ไนท์บาร์ซ่าร์ ห้องพักตามภาพ


เสนอโปรโมชั่นพิเศษ พัก 4 คืน จ่ายเพียง 3 คืน รวมอาหารเช้า ในราคา 4050 บาท ตั้งแต่วันนี้ - 31 มีนาคม 2553

สนใจโทรสอบถามข้อมูลก่อนได้ค่ะ

053-203895-9


โรงแรมเชียงใหม่ เกต ขอเสนอข้อมูล เครื่องเงินวัวลาย งานหัตถกรรมที่ประณีตและสวยงามของคนท้องถิ่น เชียงใหม่


จองที่พักโรงแรมเชียงใหม่ เกต ใกล้ถนนคนเดินวัวลาย แหล่งเครืองเงินเลื่องชื่อ
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เครื่องเงินวัวลาย ตำนานผลิตภัณฑ์เครื่องเงินในการทำเครื่องเงิน ของบ้านศรีสุพรรณนั้น ปรากฏหลักฐานตั้งแต่ครั้งพญามังรายสร้างเมืองเชียงใหม่ ซึ่งสร้างความสัมพันธ์กับพุกาม และเจรจาขอช่างฝีมือ มายังเมืองเชียงใหม่ เพื่อฝึกเป็นอาชีพเสริมให้กับประชาชน ทำให้เชียงใหม่มีช่างหัตถกรรมพื้นบ้านที่ได้รับการฝึกฝนและมีการสืบทอดต่อเนื่องกันตลอดมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำเครื่องเงินของช่างบ้านศรีพรรณ ผู้ตีขันเงิน จะสลักลวดลายบนขันเงิน เป็นช่างในคุ้มหลวงเมืองเชียงใหม่ในอดีต และได้นำมาถ่ายทอดอย่างต่อเนื่องให้ลูกหลานจนสามารถเป็นช่างฝีมือ จนเป็นที่ยอมรับและได้ขยายแหล่งที่ผลิตเครื่องเงิน ไปยังหมู่บ้านอื่น ๆ เช่นบ้านหารแก้ง อำเภอหางดง บ้านแม่หย้อย อำเภอสันทราย ซึ่งได้พัฒนารูปแบบลวดลายไปมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบันเครื่องเงิน ได้พัฒนาไปมากรวมทั้งลวดลายก็ได้พัฒนาสู่วิถีชีวิตที่หลากหลายมากขึ้นเช่นกัน ( ตำนานผลิตภัณฑ์เครื่องเงิน-คัวเนียม และโลหะดุนลาย, 2549)
ในอดีตก่อนปี พ.ศ. 2500 ชาวบ้านวัวลายจะประกอบอาชีพทำนากันเป็นส่วนใหญ่ เมื่อว่างเว้นจากการทำนาก็จะเป็นช่างฝีมือประกอบชีพทำเครื่องเงินตามที่ไดรับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษโดยจะใช้แรงงานของสมาชิกในครอบครัว และเกือบทุกบ้านจะมีโรงงานขนาดเล็กประจำอยู่ที่บ้าน เรียกว่า “เตาเส่า”
สมาชิกในครอบครัวจะช่วยกันทำเครื่องเงินเพื่อใช้สอยในชีวิตประจำวัน และเพื่อการค้า โดยจะไปซื้อแร่เงินจากร้านคนจีนในตัวเมืองเชียงใหม่ จากนั้นจะนำแร่เงินมาตี-ขึ้นรูป ตามประเภทของผลิตภัณฑ์ ซึ่งส่วนใหญ่จะทำสลุง ขันล้างหน้า พาย ถาด โดยมากผู้ที่ทำหน้าที่เป็นช่างตีและขึ้นรูป จะใช้แรงงานชายได้แก่ พ่อ สามี ลูกชาย ส่วนผู้หญิงคือแม่ และลูกสาว จะรับหน้าที่เป็นช่างแกะลาย และนำเครื่องเงินไปขาย ( วัวลาย หมื่นสาร ศรีสุพรรณ นันทาราม จากวัดศรีสุพรรณ, (ม.ป.ป.)
วัสดุในการผลิต
เงิน 100 % สั่งซื้อโดยตรงจากโรงงานถลุงเงิน
เงินแถบ 90% พบได้ในประเทศพม่าและอินเดีย และจากเครื่องเงินเก่าโบราณ
อุปกรณ์ในการใช้ผลิตเครื่องเงิน
1. อุปกรณ์ในการใช้ทุบตี
1.1 ค้อนเหล็ก มีหลายขนาดหลายชนิด
1.2 แท่นเหล็ก หรือแผ่นไม้ใช้รองตี
2. อุปกรณ์ในการขัด
2.1 แปรงทองเหลือง และฝอยขัดหม้อ
2.2 มะขามเปียก
2.3 หินขัด หรือกีวีสำหรับขัดมัน
2.4 น้ำ, สีสำหรับอุดรอยรั่วของชิ้นงาน
3. อุปกรณ์ในการแกะลาย
3.1 แท่นที่สลักลายทำด้วยชันผสมด้วยน้ำมันหมู
3.2 ค้อน
3.3 ลิ่ม หรือสิ่ว เป็นอุปกรณ์ในกรทำลวดลาย
วิธีทำแท่น
เคี่ยวชันน้ำมันหมูจนเป็นเนื้อเดียวกันเทลงไปในแท่นไม้ หรือแผ่นอะลูมิเนียม แผ่นโลหะ ที่จะทำชิ้นงาน เพื่อให้เป็นรูป และขนาดตามความต้องการ จากนั้นนำมาตีหรือแกะสลักเป็นรูปต่าง ๆ ( ตำนานผลิตภัณฑ์เครื่องเงิน-คัวเนียม และโลหะดุนลาย, 2549)
ขั้นตอนในการทำเครื่องเงิน
1. นำเงินมาหลอมในเบ้า ซึ่งทำด้วยดินเผามีลักษณะกลม แล้วนำไปเผาในเตาเผาที่ เรียกว่า " เตาเฝ่า "มีลักษณะแบบสูบลมเข้า
2. ให้เติมดินประสิวและข้าวสารตอกในขณะที่เครื่องเงินค่อย ๆละลาย เพื่อให้เนื้อเงินมีลักษณะเนียนเรียบและอ่อน
3. ให้เติมผงถ่านลงไปในเงินที่กำลังละลาย เพื่อไม่ให้เนื้อเงินติดกับเบ้า แล้วนำเงินนั้นเทลงในเบิ้งที่ใส่น้ำมันก๊าดลงไปในเนื้อเบิ้งแล้ว ประมาณ 3-4 ของเบิ้ง จะทำให้เกิดการลุกไหม้ เพื่อให้เนื้อเงินจับตัวกันแน่น ไม่มีฟองอากาศ ลักษณะของเบิ้งนั้นทำจากดินเหนียว มีลักษณะเป็นหลุมไม่ลึก
4. ใช้อุปกรณ์เกลี่ยหน้าเงอนให้เรียบ ทิ้งไว้ 5 นาที แล้วขุดนำผงถ่านออกมา
5. คว่ำเบิ้งลง เพื่อให้แผ่นเงินหลุดออกมา
6. นำแผ่นเงินที่หลอมเสร็จแล้วไปชุบกำมะถันผสมน้ำ ในอัตราส่วน 2ขวด:6 ถัง น้ำจะเปลี่ยนสีเป็น สีฟ้าอมเขียว เพื่อให้กรดเข้าไปแทนที่ฟองอากาศที่อยู่ในเนื้อเงิน จากนั้นนำไปแช่ในน้ำมะขามเปียก เพื่อล้างคราบสกปรกและกรดออก โดยใช้แปรงทองเหลืองขัดจะทำให้เนื้อเงินประกายสวยมากขึ้น
7. นำแผ่นไปขึ้นรูปตามลักษณะที่ต้องการ โดยการทุบหรือตี ขณะนั้นเนื้อเงินก็จะเย็นตัว ทำให้ยากแก่การขึ้นรูป จึงต้องนำไปเผาไฟให้ร้อนอีกรอบ เพื่อให้เนื้อเงินอ่อนตัวลง แล้วนำไปขึ้นรูปต่อ
8. นำเงินไปขัดด้วยแปรงทองเหลือง ในน้ำมะขามเปียกผสมผงหินขัด เนื้อเงินจะได้เป็นเงามากขึ้น (สรรพช่าง: ภูมิปัญญาท้องถิ่นเชียงใหม่.เชียงใหม่ สถาบัน, 2539.)
การแกะลายนูนสูง
ในสมัยโบราณการทำลายนูนสูง ช่าง หรือที่เรียกว่าสล่า จะทำเป็นลายนูนสูงชั้นเดียว โดยดุนลายด้านในเพียงชั้นเดียว จากนั้นก็ประกอบลายด้านหลัง ต่อมาช่างก็คิดลายสองชั้น โดยการดุนลายด้านในสองชั้น จนถึงสามชั้น ช่างจะทาลายนูนสูงโดยสังเกตจากธรรมชาติ สิ่งที่อยู่รอบตัวทุกอย่าง โดยช่างพยายามที่จะให้เหมือนจริงทุกอย่าง การทำลายนูนสูงเป็นลานที่มีความสลับซับซ้อนมาก การทำงานของช่างใช้ทั้งสมาธิ ความใจเย็น ความอดทน และใช้เวลานานมากกว่าจะได้ชิ่นงานหนึ่ง ( ลายนูนสูง, ม.ป.ป.)
ขั้นตอนในการสลักลวดลายบนขันเงิน
1. นำเงินที่จะสลักลวดลายใส่ไปในแท่นพิมพ์ที่ทำด้วยชัน
2. ตอกลายจากข้างในขันเงินให้นูนออกมา
3. ใส่ชันลงไปในขันเงินนั้นให้เต็ม และคว่ำขันเงินนั้น เพื่อแต่งลวดลายภายนอกให้สวยงามด้วยเครื่องมือชนิดต่างๆให้เหมาะสมกับลายนั้น
4. เอาชันออกจากขันเงินโดยการลนไฟ เมื่อชันละลายก็จะหลุดออกมาจากแบบพิมพ์
5. ผิวที่ขรุขระใช้ขัดด้วยกระดาษทรายให้ผิวเนื้อเรียบ
6. นำขันเงินที่เสร็จแล้วนั้นไปต้มด้วยน้ำกรดผสมกำมะถัน ต้มนานประมาณ 30 นาที ให้อุณหภูมิที่สูงมาก ถ้าอุณหภูมิไม่สูง วัตถุที่ต้มจะไม่ขาว
7. ขัดขันเงินในน้ำสะอาดด้วยแปรงทองเหลือง จะใช้ผงซักฟอกกับน้ำมะขามเปียก หรือผงหินขัดก็ได้ ขันเงินนั้นจะขาวเป็นเงางาม(สรรพช่าง: ภูมิปัญญาท้องถิ่นเชียงใหม่ : 2539, หน้า )
อ้างอิง
สถาบันราชภัฏเชียงใหม่. ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่. สรรพช่าง: ภูมิปัญญาท้องถิ่นเชียงใหม่. เชียงใหม่ สถาบัน, 2539.
ตำนานผลิตภัณฑ์เครื่องเงิน-คัวเนียม และโลหะดุนลาย. (ม.ป.ป.). [เอกสารอัดสำเนา]. เชียงใหม่: วัดศรีสุพรรณ.
วัวลาย หมื่นสาร ศรีสุพรรณ นันทาราม. (2549). [เอกสารอัดสำเนา]. เชียงใหม่: วัดศรีสุพรรณ.
ลายนูนสูง. (ม.ป.ป.). [เอกสารอัดสำเนา]. เชียงใหม่: วัดศรีสุพรรณ.

วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ห้องพัก หรูราคาพิเศษ กับโรงแรมเชียงใหม่เกต พักสบายกลางใจเมือง ติดถนนคนเดินวัวลายวันเสาร์

ห้องพัก หรูราคาพิเศษ กับโรงแรมเชียงใหม่เกต พักสบายกลางใจเมือง ติดถนนคนเดินวัวลายวันเสาร์

Junior Suite เพียง 2500 บาท ( 1 ห้องนอน 1 ห้องนั่งเล่น )
Royal Suite Room ( 2 ห้องนอน 1ห้องนั่งเล่น) เพียง 3500 บาท
ห้องพักมีจำนวนจำกัดนะคะ สนใจโทรมาสอบถามก่อนค่ะ

จนถึง 31 ตุลาคมนี้เท่านั้นค่ะ
http://www.chiangmaigatehotel.com
rsvn@chiangmaigatehotel.com
0532032895-9

มินตรา

โปรโมชั่นพิเศษต้อนรับปิดเทอม++ที่พัก++โรงแรม++เชียงใหม่**เชียงใหม่ เกต**ใกล้ถนนคนเดินวันเสาร์


โรงแรมเชียงใหม่ เกต ใกล้ถนนคนเดินวันเสาร์ ใจกลางเมือง เสนอโปรโมชั่นพิเศษต้อนรับปิดเทอม สำหรับน้องๆๆนักเรียน นักศึกษา และครอบครัว เพียง 1 ในสมาชิกของท่าน โชว์บัตร นักศึกษา ก็สามารถรับส่วนลดห้องพักได้ดังนี้
Standard room จาก 1000 บาท เหลือ เพียง 699 บาท รวมอาหารเช้า 2 ท่านต่อ 1 ห้อง ต่อ 1 คืน
Superior room จาก 1350 บาท เหลือเพียง 888 บาท รวมอาหารเช้า 2 ท่านต่อ 1 ห้อง ต่อ 1 คืน
Deluxe room จาก 1750 บาท เหลือเพียง 999 บาท รวมอาหารเช้า 2 ท่าน ต่อ 1 ห้อง 1 คืน
โปรโมชั่นนี้สำหรับท่านที่ต้องการพักช่วงเดือน ตุลาคมนี้เท่านั้น
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
htttp://www.chiangmaigatehotel.com
rsvn@chiangmaigatehotel.com
053203895
ติดต่อมินตรา ค่ะ

วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ข่าวประชาสัมพันธ์ ททท. ขอเชิญเที่ยวงาน ฟัก แฟง แตงกวา 2009


ข่าวประชาสัมพันธ์ ททท. ขอเชิญเที่ยวงาน ฟัก แฟง แตงกวา 2009

ดร.ก่องกานดา ชยามฤต ผู้อำนวยการองค์การสวนพฤกษศาสตร์ ขอเชิญเที่ยวงาน “ฟัก แฟง แตงกวา 2009” ณ สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 1 - 31 ตุลาคม 2552 ภายในงานประกอบด้วย การจัดแสดงนิทรรศการ ฟัก แฟง แตงกวา มหัศจรรย์พฤกษศาสตร์ถิ่นไทย มุมฟักทอง กาดชุมชน และผลิตภัณฑ์สินค้าของที่ระลึกจากสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ โทรศัพท์ 0-5384-1234 และ http://www.qsbg.org/

วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2552

โรงแรมเชียงใหม่ เกต ร่วมฉลองวันคล้ายวันเกิด "หลิน ฮุ่ย" 26-28 กันยายน 2552 โดยเสนอราคาห้องพักสุพีเรีย จาก 1350 บาท ลดพิเศษ เหลือเพียง 1000 บาท รวม อา
















ร่วมฉลองวันคล้ายวันเกิด "หลิน ฮุ่ย" 26-28 กันยายน 2552
สวนสัตว์เชียงใหม่ โดย นพ. ประเสริฐศักดิ์ บุญตระกูลพูนทวี หัวหน้าโครงการวิจัยและส่วนจัดแสดงหมีแพนด้าใน ประเทศไทย ได้ฝากแจ้งข่าวประชาสัมพันธ์ว่าสวนสัตว์เชียงใหม่ กำหนดจะจัดงานคล้ายวันเกิด "8 ปี หลินฮุ่ย
สู่ความเป็นแม่มือใหม่" และจะนำหลินปิงออกโชว์ในส่วนจัดการแสดงเป็นครั้งแรก วันละ 2 รอบ เวลา 10.00 น. และ 15.00 น. ในระหว่างวันที่ 26-28 กันยายน 2552

นับว่าเป็นข่าวดี สำหรับชาวเชียงใหม่และนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศ ที่จะได้เดินทางมาร่วมแสดงความยินในครั้งนี้














วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2552

วัดนันทาราม สถานที่ท่องที่ยวใกล้เคียงโรงแรมเชียงใหม่ เกต




ชื่อวัด : วัดนันทาราม

เจ้าอาวาส : พระปลัดบุญธรรม ธมฺมวโร (สุวรรณ)

ประวัติวัด และ กิจกรรม:
วัดนันทาราม ตั้งอยู่นอกประตูเชียงใหม่ เดิมเรียกว่า “บ้านเขิน” ในเขตตำบลหายยา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ มีเนื้อที่ทั้งหมด ๒๗ ไร่ ๓ งาน ๗๖ ตารางวา วัดนี้มีกำแพงสองชั้นล้อมรอบเขตวัด แต่เดิมชั้นในเรียกว่า เขตพุทธาวาส หรือ “ข่วงแก้วทั้งสาม” ซึ่งมีองค์พระเจดีย์ พระวิหาร อุโบสถ ศาลาบำเพ็ญบุญ หอไตร ตั้งอยู่บริเวณด้านใน ส่วนชั้นนอกนั้นเดิมเรียกว่า เขตสังฆาวาส อันมีกุฏิสำหรับพระภิกษุอยู่ เดิมมีกุฏิสองหลัง หลังหนึ่งตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือของเขตพุทธาวาส เรียกว่า กุฏิเหนือ มีภิกษุสามเณรอยู่คณะหนึ่ง ส่วนอีกหลังหนึ่งตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ของเขตพุทธาวาส เรียกว่า กุฏิใต้ มีภิกษุสามเณรอยู่อีกคณะหนึ่ง ทั้งสองคณะนี้การปกครองในสมัยก่อนนั้นไม่ขึ้นต่อกัน จึงได้นามอีกอย่างหนึ่ง คืออารามเหนือ และอารามใต้ ปัจจุบันอารามเหนือหรือกุฏิเหนือได้ร้างไปแล้ว ส่วนกุฏิใต้นั้นก็ได้ย้ายมาตั้งทางด้านทิศตะวันออกของกุฏิเดิมอีกประมาณ ๑๐ เมตร เรียกว่า “กุฏิต่ำ” หรือภาษาเมืองล้านนาเรียกว่า “โฮงต่ำ”
วัดนันทาราม แต่เดิมเป็นป่าไม้ไผ่ ตามตำนานนั้นกล่าวว่า ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าเมื่อออกพรรษาแล้ว พร้อมด้วยพระอานนท์ พระโสณะเถรเจ้า พระอุตตระเถรเจ้า พระรตนะเถรเจ้า ได้เสด็จออกจากเมืองกุสินารา ซึ่งขณะนั้นพญาอโศกราชครองเมืองกุสินาราอยู่ พร้อมด้วยพญาอินทร์ก็มาอุปฐากพระพุทธเจ้าและพระเถรเจ้าทั้ง ๔ องค์นั้น ก็ได้เสด็จเทศนาธรรมสั่งสอนแก่คนและเทวดาทั้งหลาย ในบ้านน้อยเมืองใหญ่ตามลำดับ จนกระทั่งเสด็จมาถึงเมืองเชียงใหม่ ขณะนั้นเมืองเชียงใหม่เป็นที่อยู่อาศัยของพวกบ้านธะมิระทั้งหลาย พระพุทธองค์พร้อมด้วยพระเถรเจ้าทั้ง ๔ องค์ได้เสด็จมาถึงวัดบุพผารามหรือวัดสวนดอกก่อน พระพุทธองค์ก็ไว้ เกศา ๑ เส้น แล้วเสด็จไปวัดอโศการาม ก็ไว้เกศา ๑ เส้น เสด็จไปวัดปิจาราม ก็ไว้เกศา ๑ เส้น เสด็จไปวัดสังฆาราม ก็ไว้เกศา ๑ เส้น เสด็จไปวัดโชติการาม ก็ไว้เกศา ๑ เส้น พระพุทธองค์พร้อมด้วยพระเถรเจ้าก็เสด็จไปทางทิศหรดีหรือทิศตะวันตกเฉียงใต้ ขณะนั้นมีนายธะมิระผู้หนึ่งสร้างตูบ หรือกระต๊อบหลังหนึ่งอยู่รักษาสวนในป่าไผ่นั้น พระพุทธองค์และพระเถระเจ้าก็เสด็จไปยังที่แห่งนั้น นายธะมิระจึงอาราธนาพระพุทธเจ้าและพระเถรเข้าอยู่สำราญในตูบของตนคืนหนึ่ง พอรุ่งเช้านายธะมิระก็ถวายภัตตาหารแก่พระพุทธองค์และพระเถระ เมื่อภัตกิจเสร็จแล้ว พระพุทธองค์จึงได้ทำนายว่า “ฐานะที่นี้จะเป็นอารามอันหนึ่งในภายภาคหน้า ได้ชื่อว่า นันทาราม หรือนันตาราม” แล้วพระพุทธองค์ก็ถอดเกศาเส้นหนึ่งไว้แก่นายธะมิระ เมื่อนั้นนายธะมิระก็อาราธนาพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระเถรเจ้าไปประทับชั่วคราวในสวนของตน แล้วก็ทำมณฑปอันใหญ่ประกอบด้วยเครื่องประดับทั้งหลาย เป็นต้นว่า ดอกไม้นานาชนิด เพื่อเป็นที่สำราญแก่พระพุทธองค์ บรรจุไว้ในที่ประทับชั่วคราวแห่งนี้ ก่อเจดีย์สูงสามศอก ณ ที่แห่งนี้ปัจจุบันคือวัดนันทาราม นั้นแล

ในขณะนั้น ยังมีนายธะมิระอีกผู้หนึ่งมีความปิติยินดีในคุณพระพุทธองค์เป็นอันมาก ก็เอาผ้าสะใบของตนทำเป็นช่อตุงบูชาพระพุทธเจ้า แล้วก็อาราธนาพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระเถระเจ้าเสด็จไปโชติการามหรือวัดเจดีย์หลวง ยังมีนายสิงหนาทอีกผู้หนึ่งอายุได้ ๑๐๖ ปี เห็นพระพุทธเจ้าก็บังเกิดความปิติชื่นชมยินดีเป็นอย่างยิ่ง จึงนำเอาผ้าสะใบของตนชุบน้ำมันจุดบูชาพระพุทธเจ้าด้วยจิตศรัทธา และได้ถวายผ้าสังฆาฏิแก่พระพุทธองค์ พระพุทธองค์จึงตรัสว่า “ตถาคตมาถึงที่นี้ นายธะมิระเอาผ้าสะใบทำเป็นช่อตุงบูชา และมาบัดนี้สิงหนาทได้ถวายผ้าสังฏาฏิ และเอาผ้าสะใบชุบน้ำมันจุดบูชาเราอีก นิมิตอันดีนี้ภายภาคหน้าที่นี่จักเป็นมหานครอันหนึ่ง มีชื่อว่า “พิงค์นคร” และเป็นที่อยู่แห่งแก้วทั้งสาม รูปของตถาคตชื่อว่า พระแก้ว พระสิงห์ จะมาตั้งอยู่ในเมืองอันนี้ เพื่อเป็นที่สัการะบูชาแก่คน และเทวดาทั้งหลายต่อไปภายหน้า” ในกาลนั้นพระอินทร์และพญาอโศกราชได้ขอเอาเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า นำไปใส่บอกไม้ซาง ใส่ผอูบคำใบใหญ่แล้วนำไปบรรจุหลุม ลึกได้ ๕ วา บางตำนานก็ว่าลึก ๑๐๐ วา กว้าง ๕๐ วา ทำพื้นราบเสมอดีงามแล้ว เรียงด้วยแผ่นหินทำแท่นทองคำตรงกลางหลุมเอาผอูบเกศาธาตุตั้งเหนือแท่นคำนั้น นายธะมิระก็ใส่ข้าวของมีมูลค่าสินล้านบูชาเกศาธาตุ พระอินทร์ก็นำเอาหินมาปิดไว้ข้างบน ก่อเจดีย์สูงได้สามศอกไว้เป็นที่กราบไหว้ และบูชาแก่คนแลเทวดาทั้งหลาย ขณะนั้นพระพุทธองค์จึงตรัสว่า “เมื่อใดตถาคตนิพพานแล้ว ท่านทั้งหลายจงเอามือขวาแห่งเราตถาคต มาไว้กับเกศาธาตุที่นี่” ณ ที่นี้จึงมีชื่อเรียกว่า พระธาตุเจดีย์หลวง จากนั้นพระพุทธองค์พร้อมด้วยพระเถระก็เสด็จไปยังบ้านกุมภะเศรษฐี ทรงไว้เกศาหนึ่งเส้น แล้วก็เสด็จกลับเมืองกุสินาราพร้อมด้วยพระเถระเจ้าทั้ง ๔ องค์ในวันนั้นแล
ในสมัยอดีตกาล วัดนันทารามแห่งนี้ เป็นวัดที่เจริญรุ่งเรือง ได้รับการสถาปนาให้เป็นพระอารามหลวง อยู่ในจำนวนพระอารามทั้ง ๘ แห่ง อันประกอบด้วย ๑. วัดสังฆาราม หรือ วัดเชียงมั่นในปัจจุบัน ๒. วัดมหาโพธาราม หรือ วัดเจ็ดยอด ๓. วัดโชติการาม หรือ วัดเจดีย์หลวง ๔. วัดตโปทาราม หรือ วัดร่ำเปิง ๕. วัดบุพผาราม หรือ วัดสวนดอก ๖. วัดฑีฆาวะวัสสาราม หรือ วัดเชียงยืน ๗. วัดบุพพาราม และ ๘. วัดนันทาราม
โดยชาวไทยยวน คือชาวล้านนาไทย โดยเฉพาะชาวนครเชียงใหม่ถือกันว่า วัดทั้ง ๘ แห่งนี้ มีความสำคัญจึงเรียกกันว่า “พระอาราม ๘ แห่ง” แต่ว่ามีความสำคัญในทางใดนั้น ยังหาหลักฐานเข้าใจไม่ได้ถ่องแท้ แต่เชื่อว่าคงจะเป็นที่ไว้เกศาธาตุ ๘ แห่งของพระพุทธองค์
วัดนันทาราม สันนิษฐานว่าคงสร้างขึ้นหลังจากนครเชียงใหม่สร้างขึ้นมาแล้ว พระเจ้าเม็งรายทรงสร้างนครเชียงใหม่เมื่อปีดับเม็ด พ.ศ. ๑๘๓๘ และวัดนันทารามคงสร้างขึ้นก่อนการสร้างกำแพงเวียงชั้นนอก
วัดนันทารามนี้เคยปรากฏว่า เป็นที่สถิตของพระเถรานุเถระมากองค์ด้วยกัน ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ปราชญ์เปรื่องในพระธรรมวินัย อรรถคาถาบาลีเป็นจำนวนมาก เช่น สมเด็จพระธรรมกิตติ อดีตเจ้าอาวาสวัดนันทาราม หรือพระมหาญาณคัมภีระ ซึ่งเป็นพระเถระชาวเชียงใหม่องค์สำคัญรูปหนึ่งที่มีบทบาทต่อวงการคณะสงฆ์ และมีอิทธิพลต่อการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในเชียงใหม่และล้านนาเป็นอย่างมาก ดังปรากฏตามตำนานว่า พระเจ้าสามฝั่งแกนจึงไปอาราธนา พระมหาพุทธคัมภีระมาจากวัดหมื่นซ้าย มาปกครองแทนพระมหาเถระ อยู่จำพรรษาได้ ๑๔ พรรษา ก็ถึงกาลมรณะภาพ พระเจ้าสามฝั่งแกนมีศรัทธาเลื่อมใสพระมหาเถรมาก ทรงรักษาศีลและสดับรับฟังพระธรรมเทศนามิได้ขาด ครั้นในปีต่อมาพระสิทธันตะ แห่งวัดบุปผารามพร้อมด้วยศิษย์อีก ๓ รูป ได้พากันเดินทางไปจาริกแสวงบุญนมัสการพระทันตธาตุที่ลังกาประเทศ เมื่อกลับมาถึงนครพิงค์เชียงใหม่ในเดือน ๖ เพ็ญ วิสาขะ ท่านได้ไปลงอุโบสถสังฆกรรมที่ วัดโชติการาม หรือวัดเจดีย์หลวง ท่ามกลางนครพิงค์ ท่านได้พูดในที่ประชุมสงฆ์ว่า "ข้าพเจ้าไป นมัสการพระบรมธาตุที่ลังกา พักอยู่สำนักพระมหาสุรินทรเถระวัดอุปารามได้ ๒ พรรษา พระสงฆ์ลังกาถามข้าพเจ้าในเรื่องการปฏิบัติสังฆกรรมต่างๆ ในบ้านเมืองเรา ข้าพเจ้าก็เล่าให้พระสงฆ์ลังกาฟังอย่างที่พระในเมืองเราปฏิบัติกัน พระสงฆ์ลังกาท่านว่า ถ้าปฏิบัติอย่างนั้นไม่เป็นที่ถูกต้องตามพระพุทธบัญญัติข้อนี้แล” ครั้งนั้นจึงเป็นเหตุให้พระมหาญาณคัมภีระ ภิกษุหนุ่มชาวนครพิงค์ ผู้ใคร่ต่อการศึกษาได้ยินพระสิทธันตะพูดในที่ประชุมสงฆ์นั้น จึงชักชวนผู้รักษาในพระพุทธศาสนารวมสหธรรมิกเดินทางรอนแรมเป็นระยะทางอันไกล เพื่อไปศึกษาสืบเอาพระศาสนาแบบลังกาวงศ์มาตั้งและเผยแพร่ร่วมกับพระเมืองใต้อีกหลายรูป ณ กรุงศรีอยุธยา แล้วกลับมาเผยแพร่และตั้งคณะสงฆ์แบบลังกา ที่สำนักวัดรัตตวนมหาวิหาร หรือวัดป่าแดงหลวง เพื่อลบล้างลัทธิแบบพระมหาสุมนะเถระขึ้นในลานนาประเทศ
พระมหาญาณคัมภีระเมื่อเป็นเด็กมีชื่อว่า เด็กชายสามจิต เป็นบุตรของพันตาแสง เสนาบดีของพระเจ้าสามฝั่งแกน ได้นำบุตรชายของตนไปถวายให้เป็นลูกศิษย์ของสมเด็จพระธรรมกิตติ ยังสำนักวัดนันทาราม ก่อนที่พันตาแสงจะเอาบุตรของตนมาถวายนั้น ในคืนนั้นสมเด็จพระธรรมกิตติได้ฝันว่า มีช้างเผือกตัวหนึ่งมาจากทิศตะวันออกเข้ามาในวัด และเข้าไปในหอไตร ใช้งาแทงหีบพระไตรจนแตก แล้วใช้งวงจับเอาพระคัมภีร์ใบลานเคี้ยวกินจนหมด แล้วเข้ามาหาสมเด็จพระธรรมกิตติ คุกเข่าต่อหน้า แล้วก็ออกเดินไปทางทิศเหนือ พอรุ่งขึ้นจวนเที่ยงวัน พันตาแสงจึงเอาบุตรชายอายุได้ ๑๓ ปี ชื่อเด็กชายสามจิต มาถวายเป็นศิษย์ สมเด็จพระธรรมกิตติจึงรับไว้ และได้สอนพระธรรมกัมมัฏฐานให้ จนได้บวชเป็นสามเณรอยู่ที่วัดนันทารามนี้ มีชื่อว่า สามเณรสามจิต บวชเรียนได้ ๘ พรรษาเรียนจบพระคัมภีร์ต่างๆ อย่างแตกฉาน พออายุได้ ๒๑ ปี ก็ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ มีชื่อว่า พระญาณคัมภีระ อยู่ได้ ๑ พรรษา สมเด็จพระธรรมกิตติก็อนุญาตให้พระญาณคัมภีระเป็นผู้ดูแลสั่งสอนแก่พระภิกษุสามเณรต่อไป ส่วนสมเด็จพระธรรมกิตติก็ย้ายไปอยู่วัดปันเล้า ต่อมาสมเด็จพระธรรมกิตติจึงสั่งให้พระมหาญาณคัมภีระ ไปเรียนพระคัมภีร์ที่อโยธยา และเมืองลังกา พระญาณคัมภีระจึงรับคำ แล้วก็เข้าเฝ้าพระเจ้าสามฝั่งแกน พระเจ้าสามฝั่งแกนเห็นดีด้วย ที่จะให้พระศาสนาเจริญมั่นคง จึงให้บริขารและเงิน ๕ กะหาปะนะ ส่วนสมเด็จพระธรรมกิตติได้แต่งตั้งให้พระอีก ๕ รูป คือ พระเมธัมกะระองค์หนึ่ง พระญาณมังกะระ อยู่วัดกุฏีคำอีกองค์หนึ่ง พระจันตะรังษีองค์หนึ่ง พระญาณสิธิ วัดนันทาราม พร้อมด้วยพระญาณคัมภีระเป็นหัวหน้า และเสนาของพระเจ้าสามฝั่งแกน เดินทางไปศึกษาพระธรรมวินัย ถึงเมืองอโยธยาแล้วออกไปเมืองลังกา พอเรียนจบพระธรรมวินัยแล้วในปี ศักราช๗๙๑ ปีกาบเล้าศาสนาร่วงแล้ว ๑๙๗๑ เดือน ๙ ออก ๖ ค่ำ ก็กลับคืนมา ต่างองค์ก็สั่งสอนศาสนาในสาระทิศต่างๆ เมื่อพระญาณคัมภีระไปในทิศทางใด คนก็เข้าไปบวชเรียนและเรียนพระธรรมวินัยเป็นอันมาก ทำให้พระศาสนาเจริญรุ่งเรืองตั้งแต่นั้นมา

ลำดับพระญาณคัมภีระเป็นฆราวาสได้ ๑๓ ปี บวชเป็นสามเณรได้ ๘ พรรษา เป็นพระได้ ๑๑ พรรษา ไปอยู่วัดบ้านลานกุมกามหัวเวียง ๒ พรรษา ไปอยู่ลังกา ๕ พรรษา ไปอยู่อโยธยา ๑ พรรษา ไปอยู่สุโขทัย ๑ พรรษา ไปอยู่ละกอน ๓ พรรษา ไปอยู่เมืองวัน ๑ พรรษา มาถึงปีเต่าสันศักราช ๘๑๕ พญาแก้วตาหลวงไปอาราธนาพระญาณคัมภีระที่เมืองวังกลับนครพิงค์ พอเดินทางมาถึงบ้านเชิงดอยหัวเวียงเมือง พระญาณคัมภีระป่วยเป็นไข้ป่าได้ถึงมรณภาพ ณ ที่นั้น ซึ่งปัจจุบันคือ พระธาตุดอยเกิ้งญาณคัมภีระ วัดบ้านขาม จังหวัดลำปาง สิริรวมอายุได้ ๖๒ ปี
วัดนันทาราม ยังมีอดีตเจ้าอาวาสที่สำคัญ นั่นคือ พระครูสารภังค์ นามเดิม เจ้าเทพวงศ์ ณ เชียงตุง เลื่อนขั้นเป็นพระครูประทวน พระครูเทพวงศ์ ฉายา เทววํโส เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ มีการประชุมสงฆ์ ข้าราชการเจ้านาย โดยมีพ่อเจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส เจ้าคุณพระธรรมวโรดมเป็นองค์ประธานฝ่ายสงฆ์ ได้แต่งตั้งพระราชาคณะ เจ้าอาวาสวัดต่างๆ และได้แต่งตั้งเจ้าตุ๊เทพวงศ์ สังฆราชที่ ๗ วัดนันทารามแขวงเมืองเชียงใหม่ ขึ้นเป็นพระครูเทพวงศ์ และปี พ.ศ. ๒๔๕๑ ปีวอก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ พระราชทานเครื่องบริขารขึ้นมา ๕ สำรับ ทรงแต่งตั้งสมณศักดิ์พระราชทานทินนนาม พระครูเทพวงศ์ วัดนันทาราม เป็นพระครูสารภังค์ ตำแหน่งพิเศษเป็นพระอุปัชฌายะ และสังฆราชา องค์ที่ ๗ เจ้าคณะแขวงสะมิง ปี พ.ศ. ๒๔๕๖ พระครูสารภังค์ เจ้าคณะแขวงสะเมิงพ้นจากตำแหน่ง ยกขึ้นเป็นเจ้าคณะแขวงกิตติมศักดิ์ เพราะชราภาพ
ท่านพระคุณเจ้าเป็นเชื้อราชวงศ์เชียงตุง มีพระอุปนิสัยน้อมทางเนกขัมมะบารมี บรรพชาอุปสมบทมอบกายถวายชีวิตแด่พระพุทธศาสนา บำเพ็ญศาสนกิจจนตราบอายุขัย พระคุณท่านสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้คณะสงฆ์เมืองเชียงใหม่ และวัดนันทารามมากองค์หนึ่ง ในสมัยรัตนโกสินทร์

โบราณสถาน :
โบราณวัตถุสถานที่สำคัญภายในวัดนันทาราม ประกอบด้วย
พระบรมธาตุเจ้าเจดีย์ ซึ่งถือเป็นปูชนียสถานที่ทางตำนานพื้นเมืองและตำนานโยนกนครกล่าวรับรองถูกต้องพร้องกันว่า เป็นพระเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และพระเกศาธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระบรมศาสดามาตั้งแต่ครั้งดึกดำบรรพ์แล้ว และเมื่อปี พ.ศ. ๒๐๖๒ เดือน ๓ ขึ้น ๑๐ ค่ำ วันอาทิตย์ พระเจ้าปนัดดาธิราชฯ ทรงให้สร้างพระเจดีย์องค์ สูง ๓๐ ศอก กว้าง ๒๐ ศอก ครึ่งครอบพระเจดีย์องค์เดิมซึ่งสูงเพียง ๓ ศอก และพระองค์ทรงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่ได้มาจากพระภิกษุชาวลังกาไว้ที่บนคอระฆัง เมื่อนับถึงกาลปัจจุบันมีอายุได้ ๔๘๘ ปีล่วงมาแล้ว
ปี พ.ศ. ๒๕๐๔ พระอธิการอิ่นแก้ว ธมฺมรตโน (มณีรัตน์) เมื่อได้รับเป็นสมภารเจ้าวัดก็ได้ทำการยกฉัตร ปิดทองใหม่พระธาตุ และหล่อฉัตรจัตุรมุข ทั้ง ๔ ด้าน
ปี พ.ศ. ๒๕๒๗ ได้หุ้มแผ่นทองเหลือง จำนวน ๑,๓๐๔ แผ่น รอบองค์พระเจดีย์พร้อมทั้งลงรักปิดทอง และสร้างรั้วเหล็กรอบองค์พระเจดีย์ และรางเหล็กไว้เพื่อจุดเทียนรอบองค์พระเจดีย์ การบูรณะพระเจดีย์ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยการนำของท่านพระปลัดบุญธรรม ธมฺมวโร และได้ฉลองสมโภชเมื่อ ปีพ.ศ. ๒๕๔๓ และเมื่อกำหนดวันเดือนเป็ง เดือน ๖ เหนือ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ทางวัดจะจัดให้มีงานประเพณีสรงน้ำพระ และองค์พระเจดีย์ขึ้นเป็นประจำทุกปีต่อเนื่องกันมาแต่โบราณ ตราบจนทุกวันนี้
พระพุทธไสยาสน์โบราณองค์ใหญ่ หรือพระนอน ยังไม่พบหลักฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยใด และใครเป็นผู้สร้าง แต่มีความสวยงามยิ่งนัก หันพระพักตร์ไปทางทิศเหนือ ทอดพระเนตรไปหาองค์พระเจดีย์ มีวิหารครอบอย่างถาวร พระพุทธไสยาสน์องค์นี้มีขนาด พระอุระกว้าง ๘๒ ซม., พระพักตร์ยาว ๗๐ ซม., พระบาทยาว ๗๓ ซม., พระพาหายาว ๓.๔ ซม., พระโมลียาว ๔๗ ซม., พระเศียรวัดโดยรอบ ๑.๓ ซม., พระวรกายยาวจากพระโมลี – พระบาท ๑๒๐ ซม.
พระวิหาร ตั้งอยู่อย่างสง่างาม เป็นรูปแบบศิลปกรรมแบบล้านนาไทยโดยแท้ สร้างขึ้นแล้วบูรณะซ่อมแซมสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน และเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๐๕ พระเจ้ากาวิโรรสสุริยวงศ์ ล่องลงไปเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ กรุงเทพมหานคร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเกียรติยศเพิ่มขึ้นเป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่แล้ว กราบถวายบังคมทูลลากลับเชียงใหม่ จึงให้สร้างพระวิหารวัดนันทาราม เมื่อวันเสาร์เดือน ๔ แรม ๑๕ ค่ำ ปีระกา ตรีศก และให้ปั้นรูปพระยาครุฑ บิดแขวนโอบรอบอกพระยานาค ๒ ตัว ข้างบันไดซ้าย-ขวา คือสัญลักษณ์ที่ได้รับพระราชทานเกียรติยศเป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ถือเป็นศิลปกรรมอันงดงามที่ไม่ซ้ำแบบวัดอื่นๆ ในเมืองเชียงใหม่
พระอุโบสถ ขนาดกว้าง ๕ เมตร ยาว ๑๕ เมตร สูง ๑ ชั้น ลักษณะทรงล้านนา เมื่อวันพุธที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๑ พระอธิการอิ่นแก้ว ได้ทำการรื้ออุโบสถหลังเดิม และทำการปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่โดยไว้รูปทรงแบบเดิม และได้ทำการทำบุญฉลองเมื่อวันจันทร์ที่ ๑๖-๒๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๓ หลังจากนั้นพระปลัดบุญธรรม ธมฺมวโร (สุวรรณ) เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันได้ทำการปฏิสังขรณ์ในส่วนที่ชำรุด และปรับภูมิทัศน์บริเวณรอบพระอุโบสถ และได้ทำการถวายไว้ในพระพุทธศาสนาในปี พ.ศ. ๒๕๔๙
หอธรรม หรือ หอไตรปิฎก หอธรรมหลังเดิมนั้นสร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระธรรมกิตติ อดีตเจ้าอาวาสวัดนันทาราม ต่อมา วันพฤหัสบดีที่ ๑๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ เดือน ๖ เหนือ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ปีเส็ด พระอธิการอิ่นแก้ว ได้สร้างศาลาบาตรรวมหอธรรมหรือหอไตร ออกแบบถาวร รูปแบบศิลปกรรมแบบผสม แล้วได้ทำบุญฉลองสมโภช เมื่อวันที่ ๕-๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ ตรงกับเดือน ๘ เหนือ ขึ้น ๗-๙ ค่ำ ปีจอ
ส่วนหอธรรมหลังใหม่ ซึ่งได้สร้างแทนหอธรรมหลังเดิมนั้น ตั้งอยู่บริเวณหลังพระวิหารทางด้านทิศเหนือ ในลักษณะทรงล้านนาประยุกต์ สีขาว มีลักษณะเด่นสวยงาม ได้สร้างแล้วเสร็จ และถวายไว้เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๗
ซุ้มประตูโขง ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของวัด สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๖ เป็นการสร้างเพื่ออนุรักษ์ซุ้มประตูโขงของเดิมไว้ พร้อมกับก่อสร้างกำแพงด้วยศิลาแลง

รูปปั้นพระญาณคัมภีระ สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๑ โดยพระอธิการอิ่นแก้ว ได้สร้างขึ้นเพื่อเป็นการรำลึกถึงพระญาณคัมภีระ ที่ทรงมีบทบาทอันสำคัญยิ่งต่อวงการคณะสงฆ์ของล้านนาไทย ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ด้านข้างของอุโบสถวัดนันทาราม
บ่อน้ำโบราณ มีมาตั้งแต่ครั้งสมเด็จพระธรรมกิตติ และเคยใช้น้ำในบ่อน้ำแห่งนี้สรงพระธาตุ ในงานสรงน้ำพระธาตุประจำปีเป็นประจำทุกปี
วัดนันทารามแห่งนี้ถือเป็นวัดที่มีความสำคัญมากในอดีต ครั้งหนึ่งได้เคยใช้สถานที่แห่งนี้จัดถวายพระเพลิงพระบรมศพของกษัตริย์ คือพระเจ้ายอดเชียงราย และเคยเป็นที่พำนักของพระราชาคณะชั้นสมเด็จ คือ สมเด็จพระธรรมกิตติ ในสมัยรัชกาลพระเจ้าสามฝั่งแกน กษัตริย์เชียงใหม่ล้านนา ทั้งยังเป็นศูนย์การศึกษาศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีหลายสาขา เช่น การศึกษาอักษรพื้นเมือง อักษรฝักขาม อักษรขอมเมือง อักษรไทยใหญ่ ภาษาบาลี การเทศน์ทำนองมหาชาติแบบเมืองเหนือ การจารอักษรลงบนใบลาน ตำรายาโหราศาสตร์ และยังเป็นสถานที่ทัศนศึกษาแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ มีโบราณวัตถุ โบราณสถาน และใบลานตำราต่างๆ สำหรับค้นคว้ามากมาย
กิจกรรมที่สำคัญของวัดนันทารามคือการเผยแผ่หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา การสืบทอดและสืบสานศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีที่ดีงามของท้องถิ่น การจัดประเพณีสรงน้ำพระธาตุ เป็นประจำทุกปีเมื่อถึงกำหนดวันเดือนเป็ง เดือน ๖ เหนือ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ซึ่งถือเป็นประเพณีปฏิบัติที่ทางวัดปฏิบัติสืบต่อกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
ปัจจุบันวัดนันทาราม ตั้งอยู่ในเขตตำบลหายยา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ มีพระปลัดบุญธรรม ธมฺมวโร (สุวรรณ) เป็นเจ้าอาวาสตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๙- ปัจจุบัน ท่านพระปลัดบุญธรรม ธมฺมวโร ได้พัฒนาวัด และรักษาขนบธรรมเนียมปฏิบัติที่ดีงามของวัดมาโดยตลอด ทำให้วัดนันทารามมีความสวยงาม สะอาด สงบ ร่มรื่น มีขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ประเพณี ที่ยังคงคุณค่าของความเป็นล้านนา เป็นศูนย์กลางและเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของพุทธศาสนิกชน ศรัทธาประชาชน และเป็นศูนย์รวมในการประกอบกิจกรรมทั้งของวัดและชุมชน เช่น ประเพณีสรงน้ำพระบรมธาตุเจ้า กิจกรรมพัฒนาชุมชน อีกทั้งยังเป็นสถานที่ที่มีประวัติศาสตร์มายาวนาน เหมาะแก่การอนุรักษ์ รักษาให้คงอยู่สืบต่อไป

ขอบคุณผู้เขียนบทความ ที่มา : http://www.lannatalkkhongdee.com/templeDetail.php?id=Temp0800008

แนะนำร้านอาหารอร่อย บริเวณใกล้เคียงโรงแรมเชียงใหม่เกต

























ไม่ได้อยู่บนถนนวัวลายเป๊ะๆ นะครับ ต้องเข้าซอยมาอีกประมาณ 400 เมตรน่าจะได้ครับ ซอยเข้าทางศูน์รถ JRD น่ะค่ะ

จุดขายคือข้าวแห้งๆ ไม่แฉะไม่มันมาก และน้ำจิ้ม แต่เชียงใหม่มีร้านข้าวมันไก่ อร่อยๆๆอยู่หลายที่มากค่ะ แต่ที่นี่ ใกล้โรงแรมเชียงใหม่เกตที่สุดแล้วค่ะ